<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0"
    xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
    xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
    xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
    xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
    xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">

    <channel>
    
    <title>In the Eye of Adler</title>
    <link>http://asuwish.com/index.php/site/index/</link>
    <description></description>
    <dc:language>en</dc:language>
    <dc:creator>skosi@yahoo.com</dc:creator>
    <dc:rights>Copyright 2010</dc:rights>
    <dc:date>2010-09-06T18:01:16+00:00</dc:date>
    <admin:generatorAgent rdf:resource="http://expressionengine.com/" />
    

    <item>
      <title>How long this will last?</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/how_long_this_will_last/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/how_long_this_will_last/#When:18:01:16Z</guid>
      <description>ไม่รู้จะมีโอกาสได้ใช้เจ้า virtual Cards นี้อีกสักกี่วัน....

เพราะอีกไม่กี่วันอาจจะเลื่อนไปอีกระดับแล้ว</description>
      <dc:subject>Personal</dc:subject>
      <dc:date>2010-09-06T18:01:16+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>Photo Story @ Tunn Story มากินข้าวคุยกันครับ</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/photo_story_tunn_story/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/photo_story_tunn_story/#When:20:15:11Z</guid>
      <description>ผม อ้วน ounisoun ก้ับพ่อหนุ่มพลังเพลิง songforce ร่วมกันจัดงานกินข้าวเที่ยงกันวันเสาร์ที่ 18 กันยายนนี้ครับ แต่ละคนก็จะเตรียมมาพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพกันคนละสักชั่วโมงครึ่ง กินข้าวเที่ยงร่วมกันหนึ่งมื้อ ค่าข้าวเที่ยงคนละสองร้อยบาทเอง

เข้าไปดูรายละเอียดและลงชื่อได้ที่นี่ครับ
ลงชื่อที่นี่ไม่มีผลนะครับ ต้องไปลงชื่อที่นี่ครับ
http://asuwish.com/meet/index.php

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะมากินข้าวด้วยกันหรือไม่ก็ตาม รบกวนช่วยกระจายข่าวด้วยครับผม

เรามานั่งรับประทานอาหารเที่ยงกันสักมื้อ นั่งคุยกันตามประสาคนรักการถ่ายภาพกันนิด ดูการสาธิตการถ่ายรูปกันสักหน่อย ในบรรยากาศสบายๆ เพลินๆ ที่ร้าน &#8220;ตุ๋น สตอรี่&#8221; (Tunn Story) อารีย์ซอยสอง (ตรงข้ามเขตพญาไท)

ค่าอาหาร 200 บาท
ถึงแม้ว่าเราจะมี partner มาสนับสนุนบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่เนื่องจากทางเราเหมาร้าน Tunn Story เพื่อการพบปะกันคราวนี้ ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกท่านด้วยการลงชื่อสมัครพร้อมทั้งเงินค่าอาหาร 200 บาท เพื่อที่จะได้รู้ยอดที่แน่นอนของคนที่ต้องการมาร่วมงานเพื่อที่จะได้สั่ง อาหารได้ถูกต้อง ขอเรียนให้ทราบว่า งานนี้ทางเราไม่ได้ต้องการตั้งตัวจากการนี้ สิ่งที่เราต้องการก็แค่อยากได้รู้จักเพื่อนๆ เพิ่มขึ้นเท่านั้น (ขอแค่ไม่ควักเนื้อก็ถือว่ามีความสุขแล้วครับ)
จำกัดจำนวนไม่เกิน 50 คนครับ

เงินเล็กน้อยนี้ถือว่ามากินข้าวเที่ยงกับเพื่อนสักมื้อนึงก็แล้วกันนะครับ

รายละเอียดเข้าไปดูที่นี่ครับ
http://asuwish.com/meet/index.php

ขอบคุณครับ</description>
      <dc:subject>News &amp; Events</dc:subject>
      <dc:date>2010-09-05T20:15:11+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>YN560 Speedlite mini review</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/yn560_speedlite_mini_review/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/yn560_speedlite_mini_review/#When:17:39:42Z</guid>
      <description>ผมรู้จักแฟลชตัวนี้มาจากเว็บ Strobist.com เห็นว่าหน้าตาท่าทางน่าสนใจดี แถมราคายังไม่แพง (สองพันแปดร้อยบาทรวมค่าส่งจาก eBay) ก็เลยสั่งมาลองใช้สักอัน ปรากฏว่ามารู้ทีหลังว่าเมืองไทยก็มีคนเอาเข้ามาขายที่ราคาสองพันเก้าร้อยบาท ฮ่าๆๆๆๆ (จะสั่งจากเมืองนอกแล้วต้องนั่งลุ้นว่าของที่มาจะใช้ได้เต็มร้อยทำไมเนี่ยเรา)

แต่คนขายที่สั่งก็ดีนะครับ สั่งไปอีกไม่ถึงสัปดาห์ของก็มาถึงบ้านแล้ว ถือว่าเป็นคนขายใน eBay ที่ทำงานใช้ได้เลย

เอาละ มาแกะกล่องดูกันเลยดีกว่า

&#45; วัสดุและความรู้สึกเมื่อสัมผัสครั้งแรก
แกะกล่องออกมา จะเห็นแฟลชอยู่ในถุงกำมะหยี่เทียมสีดำแบบมีสายรูดหน้าตาดีใช้ได้ รูดสายเปิดถุงออกมาก็จะเจอตัวแฟลชอยู่ในถุงพลาสติค แกะถุงออกดูตัวเป็นๆ ของเจ้า YN560 ความประทับใจแรกที่รู้สึกก็คือ

หน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว แม้ว่าจะรู้สึกว่าเลียนแบบแฟลช 580EX II มามากถึงมากที่สุดก็ตามเถอะวัสดุที่ทำและความรู้สึกปึ๊กที่ได้แสดงออกว่าเดี๋ยวนี้เมืองจีนทำแฟลชได้ดีทีเดียวเลยครับ

&#45; โหมดที่มี
เจ้า YN560 ตัวนี้ มีโหมดให้เลือกอยู่สามโหมดก็คือ Manual (M), Slave (S1), Delayed Slave (S2) ได้ทดลองมาทั้งสามโหมดแล้วกับกล้อง D90 ของผม ปรากฏว่าทำงานได้ดีเป็นที่น่าพอใจ ลองใช้โหมด Slave ที่ใช้ sensor ตาแมวรับสัญญาณแว่บจากแฟลชตัวอื่นก็ทำงานได้ดี แม้ว่าจะอยู่ห่างจากแฟลชตัวส่งมากพอสมควรก็ยังทำงานได้ดี เมื่อลองแบบ Delayed Slave ที่ทำมาเพื่อให้ใช้ร่วมกับแฟลช TTL ก็ทำงานได้ดีเช่นกัน ถือว่าไว้ใจได้ครับ

&#45; Recycle time 

ถือว่าเร็วมากๆ รู้สึกว่าจะเร็วกว่าแฟลชค่ายใหญ่ซะด้วยซ้ำ (ทาง Yongnuo คุยด้วยความภูมิใจว่าเร็วมาก แต่ถ้ายิงด้วยความแรงก็เห็นมีคนบ่นว่ามันตัดเพราะมีระบบ overheat protection ในตัวแล้วต้องรอนานหลายนาทีเลย)

&#45; ช่องต่อต่างๆ
YN560 มีช่องสำหรับต่อแบตพ่วง (แบตกระสือ) โดยที่ช่องเสียบเป็นแบบของ Canon และก็มีช่องเสียบแบบ PC สำหรับสั่งให้แฟลชทำงานอีกหนึ่งช่อง ทั้งสองช่องมีฝาปิดเป็นยางดูเรียบร้อยดีครับ แกะง่าย ปิดแนบสนิทกับตัวแฟลชได้ดี

&#45; ขา Hot shoe
เป็น hot shoe แบบพลาสติด มีแหวนหมุนเพื่อล็อคแบบเกลียวเหมือนแฟลชรุ่นเก่า ลองเสียบ Hot shoe ดูก็แน่นหนาใช้ได้ ถ้าใครไม่ถือสากับเรื่องนี้ก็ถือว่าคุณภาพตามราคาครับ

&#45; การปรับค่าต่างๆ
YN560 สามารกปรับความแรงได้ตั้งแต่ค่า 1/1 ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึง 1/128 โดยที่มีจุดเด่นตรงที่เราสามารถปรับความแรงระหว่างสต็อปได้ละเอียดถึงแปดระดับ ผมพิมพ์ไม่ผิดครับ แปดระดับกันเลยทีเดียว ไม่ใช่สามระดับเหมือนแฟลชทั่วไป (ตรงนี้แม้แต่แฟลชค่ายก็น่าจะลองพิจารณาทำบ้างนะครับ) สำหรับการซูมหัวแฟลช เจ้า YN560 สามารถซูมได้ตั้งแต่ 24 &#45; 105 มม. เหมือนแฟลชในปัจจุบันทั่วไป (ยกเว้นเจ้า SB&#45;900) การซูมก็เข้าใจได้ไม่ยาก มีปุ่มเปิดปิดเสียงและเป็นปุ่มปรับ sleep mode ไปในตัวด้วย ทุกอย่างทำงานได้เป็นที่น่าพอใจ และการปรับค่าต่างๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยากเท่าไหร่

มีข้อติเรื่องปุ่มต่างๆ เท่าที่เห็นก็คือ 
&#45; การเปิดปิดตอนแรกเข้าใจได้ยากสักหน่อย เพราะต้องกดค้างเอาไว้สักนิดเพื่อให้เจ้า YN560 พร้อมทำงานจริงๆ ผมเองตอนแรกไม่เข้าใจ กว่าจะกดให้แฟลชเปิดได้จริงๆ ก็ทำเอางงไปหลายนาที ตอนปิดก็เช่นกันท่ี่ต้องกดค้างเอาไว้จนไฟทุกดวงวิ่งไล่กันจนดับทั้งหมดก่อน ไม่รู้ทำไมต้องทำแบบนี้เหมือนกัน หรือว่ามันเป็นวิธีสร้างเอกลักษณ์ของยี่ห้อก็ไม่รู้สิครับ
&#45; อีกเรื่องก็คือ ปุ่มบางปุ่มกดแล้วไม่แน่ใจว่ากดไปแล้วหรือยัง โดยเฉพาะสำหรับเจ้าตัวที่อยู่ในมือผม ปุ่มเสียงกดแล้วไม่แน่ใจว่าแฟลชรับรู้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่ต้องกดหลายทีกว่าจะทำให้มันทำงาน

ของแถมเพิ่มเติม &#45; เจ้า YN560 ที่ผมสั่งจากเมืองจีนจะมาพร้อมกับโดนพลาสติคกระจายแสงอีกอันเป็นของแถม (ในหน้าเว็บ eBay ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่ามี) ตรงนี้ไม่แน่ใจนะครับว่าถ้าซ์้อจากร้านในเมืองไทยจะมีให้หรือเปล่านะครับ

สรุป
แฟลช Yongnuo YN560 ตัวนี้ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการแฟลชเพื่อเอามาจัดไฟแบบ manual วัสดุก็ถือว่าสอบผ่าน สำหรับราคาไม่ถึงสามพันบาทแล้วได้ความแรงระดับเดียวกับแฟลชรุ่นใหญ่ของค่าย Nikon และ Canon ตรงนี้ขอแนะนำให้ซื้อมาใช้กันอย่างยิ่งครับ</description>
      <dc:subject>Lighting</dc:subject>
      <dc:date>2010-08-28T17:39:42+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>One of my fav. Photog. &#45;&amp;nbsp; Don Giannatti</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/one_of_my_fav._photog._-_don_giannatti/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/one_of_my_fav._photog._-_don_giannatti/#When:11:22:26Z</guid>
      <description>Lighting for emotionView more presentations from wizwow.</description>
      <dc:subject>Personal</dc:subject>
      <dc:date>2010-08-28T11:22:26+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>Lightroom 3 Complete workflow for photographer.</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/lightroom_3_complete_workflow_for_photographer/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/lightroom_3_complete_workflow_for_photographer/#When:08:35:39Z</guid>
      <description>ในฐานะช่างภาพ ไม่ว่าจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องการกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว ประหยัดเวลา และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ได้งานที่ต้องการ

คอร์ส Lightroom 3 นี้ สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่ว่ามาข้างต้น เริ่มตั้งแต่การเริ่มจัดเก็บภาพ จัดหมวดหมู่เพื่อให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น การปรับภาพในรูปแบบต่างๆ การสร้างชุดคำสั่งสำหรับใช้ในรูปแบบต่างๆ ที่มักจะได้ใช้กันเป็นประจำ การทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ที่จำเป็น ตลอดจนถึงการ output ออกไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นไฟล์ภาพ เป็น print หรือการสร้างเว็บแกลเลอรี่ออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ตามที่ต้องการ

แน่ นอน กระบวนการทำงานของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตามสไตล์ส่วนตัว ดังนั้น ผมจึงจะไม่สอนให้ต้องใช้กระบวนการที่ผมใช้เพียงอย่างเดียว แต่จะสอนวิธีการสร้าง workflow ที่เหมาะสมกับตัวคุณเองขึ้นมา

สถานที่เรียน &#45; Bangkok Advance Learning สนามเป้า
http://www.bal2001.com/html/contact_us.html
อุปกรณ์ ที่ต้องเตรียมมา &#45; ตัวและหัวใจที่พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ (สมุดจดและปากกาด้วยก็น่าจะดีครับ) ทาง BAL มีคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมให้เรียนครับ
วัน เวลา &#45; วันที่ 28&#45;29 สิงหาคม 2553 (วันเสาร์ &#45; อาทิตย์นี้) 09.00น. &#45; 17.00น.
ค่าเรียน &#45; 4,000 บาทต่อคน
ผู้สอน &#45; ทรงวุฒิ โคสิตารัตน์
Adobe Certified Expert &#45; Photoshop Lightroom และ Photoshop
http://www.adobe.com/support/certification/ace.html

สนใจติตต่อ 085 9753073,
adler@asuwish.com, skosi@yahoo.com</description>
      <dc:subject>Courses &amp; Workshop</dc:subject>
      <dc:date>2010-08-23T08:35:39+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>## มาเล่น Trap Focus กันเถอะ ##</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/trap_focus_for_nikon/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/trap_focus_for_nikon/#When:05:48:55Z</guid>
      <description>ไม่ทราบว่ากล้องยี่ห้ออื่นทำได้หรือเปล่านะครับ แต่วิธีที่ผมทำนี่ใช้ได้กับ Nikon DSLR ครับ

&#45; Set เลนส์และกล้องไปที่ Auto Focus
&#45; เข้าไปที่ Custom Setting Menu
 &#45; เลือก AE&#45;L/AF&#45;L ไปที่ AF On
 &#45; เลือก AF&#45;Area mode เป็น Single Area
&#45; เลือกจุดโฟกัสไปที่ระยะที่ต้องการ Lock ระยะโฟกัสด้วยการกดปุ่ม AE&#45;L/AF&#45;L ที่อยู่ข้างๆ viewfinder เพื่อทำให้กล้องทำการโฟกัสตามระยะที่เราต้องการ
&#45; เลื่อนกล้องเพื่อทำการจัด composition ตามที่ต้องการ อย่าให้จุดโฟกัสอยู่ที่ subject ที่เราเอาไว้ล็อคโฟกัสนะครับ
&#45; กดชัตเตอร์ค้างเอาไว้ ไม่ต้องห่วงครับ กล้องจะไม่ลั่นชัตเตอร์

เมื่อมี subject เข้ามาในระยะที่เราทำการโฟกัสเตรียมเอาไว้และเรายังกดปุ่มชัตเตอร์อยู่ กล้องจะลั่นชัตเตอร์และทำการถ่ายภาพทันที

วิธีการถ่ายภาพแบบนี้ เหมาะสำหรับเอาไว้ใช้ถ่ายภาพกีฬาหรือภาพอะไรที่เราสามารถตั้งกล้องรอได้ครับ เช่น เราล็อคโฟกัสเอาไว้ที่แป้นบาสแล้วเลื่อนนิดหน่อยไปตรงที่เรากะว่าคนจะเข้ามา lay up พอมีคนเข้ามา lay up เข้าจุดที่เราโฟกัสเอา่ไว้ กล้องก็จะทำการลั่นชัตเตอร์ทันที อาจจะตั้งให้ถ่ายแบบ continuous ก็ได้ จะได้ถ่ายแบบต่อเนื่องกันไปเลย เพื่อที่จะได้ภาพที่จังหวะดีที่สุด

อันที่จริง เอาไว้ถ่ายมาโครก็น่าจะได้ เราล็อคโฟกัสเอาไว้ที่ดอกไม้ เลื่อนออกมานิดนึงแล้วรอให้ผึ้งหรือผีเสื้อบินเข้ามาก็น่าจะได้นะครับ ตั้งขาตั้งนอนรอเอาไว้เลย

เสียอยู่อย่างเดียวที่เราต้องกดปุ่มชัตเตอร์ค้างรอเอาไว้ตลอดเท่านั้นเองครับ

มันเมื่อย&amp;nbsp;</description>
      <dc:subject>photograpy technic</dc:subject>
      <dc:date>2010-08-23T05:48:55+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>The Idol &#45; Anuchai Sricharoonphuthong</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/the_idol_-_anuchai_sricharoonphuthong/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/the_idol_-_anuchai_sricharoonphuthong/#When:17:51:53Z</guid>
      <description>ช่างภาพโฆษณาที่ผมถือเป็นแรงบันดาลใจอีกคนครับ</description>
      <dc:subject>Personal</dc:subject>
      <dc:date>2010-08-17T17:51:53+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>Another Shoot &#45; บทความเก่าที่เคยเขียนลงใน 2how</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/another_shoot_-_2how/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/another_shoot_-_2how/#When:16:03:14Z</guid>
      <description>มีโอกาสได้ไปถ่ายรูปให้โครงการหนึ่งของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยครับ โดยที่มีตัวแทนจากทั้ง 18 คณะมาให้ถ่ายรูปที่เทวาลัยของคณะอักษรศาสตร์ เป็นการออกไปจัดไฟถ่ายเล็กๆ ง่ายๆ ครับ มองไม่ออกหรอกครับว่าถ่ายที่ไหน

แล้วจะต้องไปใช้ที่สวยๆ ขนาดนั้นถ่ายทำไมเนี่ย ถ่ายพื้นเรียบๆ แบบนี้

สาเหตุที่ต้องใช้เทวาลัยก็เพราะมีการถ่ายวิดิโอที่ต้องใช้สถานที่ที่ดูปุ๊บ รู้ปั๊บเลยว่าเป็นจุฬาฯ ด้วย ก็เลยต้องไปถ่ายที่นั่นจะได้ไม่เสียเวลา ขนาดนี้ก็ถ่ายกันสองวันแหล่ว เอิ๊กๆๆๆๆๆ

งานนี้เค้าต้องการถ่ายฉากสว่างๆ สะอาดๆ ต้องการให้มีเงาบางๆ ทอดมาฝั่งนึงจะได้ไม่รู้สึกว่าไป die&#45;cut เอารูปมาจากไหน ให้ดูเป็นธรรมชาติๆ ไม่ได้มีการตกแต่งภาพอะไรมากมาย

ก็ใช้แหล่งแสงสองแหล่ง ทำให้นุ่มนวลซะ จะทำด้วยอุปกรณ์อะไรก็ได้ตามแต่ที่แต่ละคนจะมีอุปกรณ์นะครับ

สิ่งที่ต้องระวังให้มากก็คือ เมื่อฉากหลังอยู่ใกล้มากๆ แบบนี้ ต้องพยายามอย่าให้มีเงาอีกเงาทอดมาในด้านที่ไม่ควรจะมี อย่างรูปในคห. 1 นี่ก็ยังมีให้เห็นชัดอยู่บ้างทั้งๆ ที่ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปอาจจะรู้สึกว่าโอเคแล้ว แต่สำหรับคนจัดไฟมันยังไม่ดีนะครับ เพราะเราไม่ได้ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น สังเกตเห็นกันมั้ยเอ่ย

พอเจอเราก็ต้องพยายามแก้กันไป

ปัญหาอีกเรื่องที่เวลาเราจะต้องถ่ายรูปคนทั่วไปก็คือ ถึงเค้าจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมาเป็นแบบให้ถ่ายรูป แต่เค้าไม่เคยถ่ายอะไรประมาณนี้มาก่อน ช่างภาพก็เพิ่งเคยเห็นหน้ามันก็เมื่อสามนาทีก่อนถ่ายนี้เอง การโพสท่าทางก็มักจะไม่เป็นธรรมชาติ แล้วก็ไม่เป็นไปอย่างที่อยากจะให้เป็น

ช่างภาพบางคนก็ใช้วิธีแอบถ่ายเวลาตัวแบบเผลอๆ จะได้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร

แต่ถ้าเค้ารู้ตัว ต้องมายืนโพสท่าให้ถ่ายล่ะ มันทำไม่ได้กับทุกคนหรอกครับ

งั้นจะทำยังไงล่ะ เจอคนที่เคยถ่ายอะไรประมาณนี้มาบ้างแล้วก็ง่ายหน่อย แต่ถ้าคนเค้าไม่เคยเป็นแบบมาก่อน เค้าตื่นเต้นอยู่แล้วประมาณนึง มากน้อยก็แล้วแต่คน

ถ้ามีเวลาก่อนถ่าย เราก็ควรที่จะเข้าไปพูดคุยทำความคุ้นเคยซะก่อน อาจจะเป็นเวลาที่เค้าต้องเตรียมตัวก่อนถ่าย เวลาแต่งหน้าทำผมอะไรประมาณนั้น มันก็ช่วยให้ความเกร็งลดน้อยลงไปได้ แถมเรายังมีโอกาสได้สังเกตว่าตัวแบบแต่ละคนควรถ่ายมุมไหนถึงจะดูดี คนแต่ละคนก็มีมุมที่ดูดีต่างกันไป ตัวแบบที่ผ่านงานถ่ายรูปมาพอสมควรแล้วเค้าจะรู้ด้วยตัวเองเลยว่าถ้าจะถูก ถ่ายรูปเค้าจะต้องหันมุมไหนให้ถ่ายแล้วก็ออกมาดูดี (อย่างนางแบบหรือพริตตี้นี่แหละ พอเห็นกล้องปุ๊บจะโพสหันมุมให้ปั๊บเชียว)

แต่ถ้าทำไม่ได้ล่ะ

เราก็ต้องพยายามทำให้ตัวแบบรู้สึกผ่อนคลายที่สุดเวลาต้องเข้ามาหน้ากล้อง ตัวแบบเค้าก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่แล้ว เราต้องพยายามทำให้เค้ารู้สึกว่ามันไม่ใช่การสอบที่ถ้าทำไม่ได้จะเป็นจุดจบ ของชีวิต ต้องให้เวลากับเขาพอสมควร อาจจะต้องถ่ายไปเรื่อยๆ สักพัก ดีไม่ดีไม่เป็นไร ให้กำลังใจเขา ช่วยแนะนำให้เขาว่าควรทำยังไงบ้างนิดๆ หน่อยๆ

ส่วนใหญ่จะทำให้ตัวแบบผ่อนคลายและได้รูปออกมาดีขึ้นมากเชียวครับ
ที่สำคัญสำหรับคนที่เป็นช่างภาพ โดยเฉพาะช่างภาพที่ต้องทำงานจริงจังก็คือ....

เราต้องมั่นใจ และทำให้ตัวแบบเค้ารู้สึกว่า เรากำลังพยายามทำให้รูปของเค้าออกมาดูดี ทำให้เค้ามั่นใจว่าเรารู้ว่าเรากำลังอะไรอยู่

บางครั้งที่หน้างาน เวลาที่มีปัญหา เรารู้ว่ามันกำลังมีปัญหา ต่อให้เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะแก้ยังไง เราก็ต้องไม่ออกอาการให้คนที่เรากำลังจะถ่ายรูปเค้ารู้สึกว่าเรากำลังแย่

ถ้าเค้ารู้สึกว่าเราไม่มั่นใจว่ากำลังทำอะไร จะให้เค้ามั่นใจว่ารูปจะออกมาดีได้ยังไงกัน

มันจะฟ้องออกมาให้สีหน้าแววตาของตัวแบบ (และที่สำคัญ มันจะทำให้คนที่จ้างเรารู้สึกว่าเราไม่เก่งด้วยนะครับ อันนี้สำคัญมากเชียว)

คนแต่ละคนมีบุคลิกต่างกันไป จะมาให้ยิ้มแบบเดียวกัน ถ่ายท่าคล้ายๆ กันไปหมดแล้วจะให้รูปออกมาดูดีทุกคนมันย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เห็นด้วยกับผมมั้ยครับ

ถ้าทำได้ พยายามให้เค้าเป็นตัวของตัวเองพอสมควร แต่อย่าให้โดดออกจาก concept ของงานที่เราทำอยู่นะครับ

เราแนะนำท่าทางได้ เปลี่ยนมุมกล้องไปมาได้ แต่ถ้าตัวแบบเค้าทำแต่อะไรต่ออะไรที่ไม่ใช่ตัวเขามากๆ ทำยังไงมันก็ออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควรหรอก

ส่วนตัว ผมเชื่อว่าถ้าตัวแบบเป็นตัวของตัวเองมากพอ มันจะทำให้ภาพออกมาดูดีครับ

งานพวกนี้ ถ้าเรามีผู้ช่วยที่เราไว้วางใจได้พอสมควรจะช่วยงานได้เยอะเชียวครับ เพราะว่าเราจะได้ไม่ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่เปลี่ยนตำแหน่งของแสง คอยดูรูปที่ออกมา ดูโน่นนี่นั่นจิปาถะ แล้วยังต้องมาให้ความสนใจกับท่าทางและอารมณ์ของตัวแบบอีก มันเหนื่อยมากเชียว

แบ่งงานให้ผู้ช่วยทำในสิ่งต่างๆ ไปบ้าง แล้วเรามาสนใจกับการทำให้ภาพออกมาดูดีที่สุดเท่าที่จะทำให้จะทำให้เรา เหนื่อยน้อยลง งานดีขึ้น เสียเวลาน้อยลง

ช่วยได้เยอะเชียวครับ

งานนี้ต้องขอบคุณ พี่ชาติ ปอนด์ แล้วก็หมาแดงมากที่มาช่วยเด้อ ถ้ายังใช้งานน้อยไปบอกนะ คราวหน้าจะใช้ให้หนักขึ้น

เสียดายนิดนึงว่ามีเวลาถ่ายน้อยไปหน่อยสำหรับน้องแต่ละคน เพราะทุกคนต้องไปถ่ายวิดิโอด้วย สามสิบหกคนห้าสิบสี่ชู๊ตใช้เวลาสองวัน ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ละครับ

รู้สึกว่าอาจจะมีถ่ายประมาณนี้อีกรอบ ผู้ช่วยทั้งสามรอฟังข่าวเด้อ เห็นว่าอยากไปอีกทีใช่มั้ยเอ่ย

ชักเริ่มนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร.....

ระหว่างนึกไม่ออก ขอเขียนถึงคุณหาวดีกว่า

อะไรต่ออะไรที่ผมเขียนมานี่ หลายๆ อย่างได้มาจากตอนที่คุณหาวเรียกไปช่วยงานครับ ตอนนั้นก็แค่จำได้ แต่พอเอามาใช้มันทำให้เข้าใจอะไรต่ออะไรได้อีกมากเชียวครับ

นึกๆ แล้วยังรู้สึกว่าตอนนั้นผมช่วยอะไรคุณหาวได้น้อยมากๆ เลย เหมือนคุณหาวเรียกไปหาความรู้เพิ่มเติมมากกว่า (แถมยังได้ค่าเหนื่อยอีก )

อย่าคิดว่าการไปเป็นผู้ช่วยแล้วแทบไม่ได้จับกล้องเลยมันไม่มีประโยชน์นะครับ การที่ได้เป็นผู้ช่วยของคนที่เก่งกว่านี่ ถ้าเราพยายามเรียนรู้มันทำให้เราเป็นช่างภาพที่ดีขึ้นจริงๆ นะ

ดังนั้น ถ้ามีโอกาส มีคนเรียกใช้จงไขว่คว้าเอาไว้นะครับ การกดชัตเตอร์ไม่ใช่ทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นช่างภาพที่ดีขึ้นหรอก การได้เห็นได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ นี่ก็เป็นวิธีพัฒนาที่ดีมากเชียว

ถ้าเรารู้จักเรียนนะ เห็นหลายๆ คนเวลาได้โอกาสก็จะพยายามถ่ายรูปให้ได้มากๆ ทั้งๆ ที่เราน่าจะสนใจว่าช่างภาพที่เราไปช่วยเค้ากำลังทำอะไรเพราะอะไรมากกว่า

เขียนเรื่องอะไรต่อดีล่ะ....

เอาเป็นว่า เรื่องถ่ายรูปฉากหลังขาว ดำ หรือเรียบๆ ดีกว่า

อธิบายยังไงดีล่ะ เอางี้ๆ

ลองเดินเข้าร้านหนังสือดูนะครับ เอาร้านใหญ่ๆ หน่อยก็ได้จะได้มีพวกนิตยสารให้ดูเยอะๆ

เดินไปตรงมุมที่เค้าวางนิตยสารนะครับ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เค้าจะจัดเอาไว้เป็นมุมใหญ่พอสมควร แล้วก็มักจะอยู่แถวๆ กระจกหน้าร้านนั่นแหละ มีทั้งนิตยสารไทยเทศเรียงเอาไว้

เลือกดูนิตยสารที่หน้าปกเป็นรูปคน ดารา นักร้องทั้งหลายนะครับ แล้วนับดูว่ามีกี่เล่มที่หน้าปกเป็นรูปคนอยู่บนฉากหลังเรียบๆ ฉากขาว ฉากดำ ฉากเทาไล่เฉดแสงแงา หรือฉากสีเดียวบ้าง

แล้วคุณจะแปลกใจว่ามันมีเยอะมาก แทบทุกเดือนคุณจะนับได้ว่านิตยสารที่ฉากหลังเรียบๆ พวกนี้มีเกินครึ่งนึงของนิตยสารทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ของหน้าปกหนังสือที่ออกทุกเดือนเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่หนังสือระดับล่างไปจนถึงระดับสูงเลย

คราวนี้รู้แล้วหรือยังครับว่า การถ่ายฉากหลังเรียบๆ นี่แหละ ช่างภาพทำมาหากินได้เงินมาเยอะแยะเชียว

เดี๋ยวนี้ผมถ่ายอะไรประมาณนี้แล้วได้ตังค์บ่อยมากเชียวครับ

ดูบ้านๆ งั้นๆ เนอะ แต่มันได้ผลครับ

งานนี้ ผมไม่ได้ใช้ไฟสตูดิโอนะครับ (คนที่รู้จักผมพอสมควรคงไม่แปลกใจอะไร)

ผมใช้แฟลชตระกูล SB ของ Nikon สี่ตัว ขนซอฟท์บ็อกซ์ไปสองอัน ร่มอีกสองคันขาตั้งไปสามขา รีเฟลกเตอร์ทำเองขนาดใหญ่อีกอัน อุปกรณ์จิปาถะอีกนิดหน่อย พวกตัวสั่งแฟลช ฯลฯ

ที่ต้องขนไปเยอะหน่อยก็เพราะ ผมไม่มีโอกาสได้เห็นและได้รู้เลยว่าผมต้องถ่ายตรงไหน แสงตรงนั้นเป็นยังไง ดังนั้น ผมก็ต้องขนอะไรๆ ไปเผื่อเอาไว้ ใช้ไม่ใช้ไม่รู้ละ แต่ถ้าต้องใช้ผมจะได้พร้อม

ดูเหมือนว่ามันจะหนักเนอะ แต่ผมสามารถแบกมันด้วยตัวคนเดียวครับ หนักนิดนึง แต่สามารถ

อ้อ ลืมไป รวมกล้อง เลนส์ทั้งหลาย และคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊คอีกตัว

แล้วทำไมทะลึ่งไม่ใช้ไฟสตูล่ะ?

ก็มันหนัก ต้องมีแหล่งไฟให้ต่อได้ ถ้าไกลหน่อยก็ต้องมีปลั๊กพ่วง ย้ายอะไรต่ออะไรก็ลำบาก


ฟังเหมือนว่าผมแอนตี้ไฟสตูเนอะ ไม่จริงหรอก

ถ้าเลือกได้ผมก็เลือกใช้ไฟสตูแหละ ทำงานง่ายกว่าเยอะ พลังไฟก็เหลือเฟือ แถมยังดูดีมีราศรีกับตัวว่าใช้อุปกรณ์โปรอีกต่างหาก ถ้าต้องการพลังเยอะๆ ใช้แฟลชเล็กก็ต้องใช้หลายตัวมาก ถ้าซื้อขนาดนั้นบางทีแพงกว่าไฟสตูอีก

แต่ไฟเล็กๆ มันก็มีข้อดีของมันเหมือนกัน

เคลื่อนย้ายง่ายกว่า เอาไปใช้บริเวณที่ไม่มีแหล่งไฟก็ง่าย เบาก็เบากว่าเยอะ

พวกถ่ายซุ้มหน้างานแต่งงานนี่แหละ ผมคิดว่าใช้แค่ไฟเล็กกับร่มสักสองชุดก็เหลือๆ แล้ว ถ่ายกับแขกเอาไปอัดอย่างมากก็ไม่ได้ใหญ่อะไร

แต่อย่าเอาไปใช้นะครับ ใช้ไฟสตูอย่างที่ทำกันน่ะดีแล้ว

อย่าลืมนะครับว่านั่นมันงานแต่ง โดยเฉพาะนั่นมันเป็นหน้าทางเข้างานเลย อุปกรณ์มันต้องเห็นแล้วเป็นหน้าเป็นตากับเจ้าภาพด้วย ใช้ไฟสตูให้อลังการงานสร้างเอาไว้ก่อนเป็นดี

อ้าว เกี่ยวกับภาพที่โพสมั้ยล่ะเนี่ย

ไม่ได้เตรียมเขียนเอาไว้ก่อนก็งี้แหละ โพสรูปไป นึกอะไรได้ก็เขียนไป ชักเริ่มไม่รู้จะเขียนอะไรซะแล้ว

เล่าความในใจนิดนึงดีกว่า เกี่ยวกับคนที่เคยมาเรียนใช้แฟลชกับผม

ก็ยอมรับนะครับ ว่าผมเองหลายครั้งก็คิดว่าสอนได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจอยากจะทำ แต่ก็มั่นใจพอสมควรว่าได้ถ่ายทอดอะไรต่ออะไรที่จำเป็นสำหรับการเอาไปใช้มาก พอ

มันเหมือนกับผมสอนวิธีการพื้นฐานในการใช้ แต่ใครจะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนมันต้องเอาไปฝีกไปทำ ไม่งั้นอย่าว่าแต่จะทำไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ตั้งใจเลย ที่จำได้วันที่เรียนอีกไม่นานก็ลืมหมด ผมไม่ได้สอนสูตรสำเร็จในการถ่ายนี่นา ถ้าอย่างนั้นง่ายเลย ตั้งไฟๆ สักสามสี่แบบ บอกสูตรให้ว่าไฟแต่ละตัวต่างกันแค่ไหน จ้างนางแบบมาแล้วให้ถ่ายตามสูตร แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว

ใครที่ไปเรียนทำกับข้าววันสองวันแล้วกลับมาทำได้อร่อยทุกอย่างมั่งเอ่ย มันก็ต้องกลับมาลองทำบ่อยๆ ด้วยสิ จริงมั้ย

พอดีกว่า ยิ่งเขียนยิ่งเหมือนกำลังแก้ตัว

แต่ก็ไม่คิดมากหรอก ตอนนี้ก็เริ่มเบื่อๆ แล้ว นี่ก็กะว่าจะหยุดไปอย่างน้อยก็อีกพักใหญ่เชียวครับ

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า

เรื่องการแต่งหน้า ทำผม เสื้อผ้าอะไรพวกนี้ก็สำคัญนะครับ เวลาทำงานกันจริงๆ ช่างภาพเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำงานเท่านั้น นี่ยังไม่นับพวกคนกำหนด concept งานแล้วหาส่วนประกอบต่างๆ มาทำให้งานออกมาเหมาะสมอีกนะ

เอาเป็นที่ใกล้ตัวช่างภาพมากที่สุดดีกว่า

เดี๋ยวนี้พอได้งานประมาณนี้มา ก่อนวันถ่ายผมจะได้รับ brief มาประมาณนึงว่าเค้าต้องการภาพประมาณไหน บ่อยครั้งก็จะมีรูป reference มาให้ดูว่าอยากให้ภาพออกมาแบบไหนยังไง ถ้าไม่มีผมก็จะขอให้เค้าพยายามหามาให้ดู อย่างน้อยก็วันถ่ายจริงนั่นแหละ

ช่วยได้เยอะนะครับ เราจะได้เตรียมตัวว่าเราต้องใช้กล้องอะไรเลนส์อะไร ต้องเอาอุปกรณ์ไฟแบบไหนไปแน่ๆ บ้าง แล้วต้องมีอะไรเพิ่มอีกมั้ย

ใครที่เคยใช้ช่างแต่งหน้าทำผมดีๆ จะรู้เลยว่าเวลามา post&#45;process เราจะมีความสุขขึ้นเยอะแยะมากมายทีเดียวเชียวครับ

ก่อนถ่าย อย่าลืมตรวจสอบดูด้วยนะครับว่าเราปรับตั้งกล้องเอาไว้ยังไง อันนี้เจอกับรูปในความเห็นนี้เลยละ ตัวอย่างจะๆ เชียว

ก่อนวันถ่ายงานนี้วันนึง ผมมีงานถ่าย event ที่ปกติถ่ายเป็น jpeg อย่างเดียว แล้วดันลืมตรวจดูว่าปรับ setting ในกล้องให้ถ่ายเป็น Raw เอาไว้หรือยัง น้องคนนี้เป็นคนแรกของวันแรกที่ถ่าย พอดูไฟล์ในคอมพิวเตอร์แล้วแทบช็อค WB ก็ไม่ตรงกับคนอื่น ค่าต่างๆ ก็ยังเป็น setting สำหรับ landscape อยู่ ต้องเอามาแก้ให้สีสันออกมาเหมือนกับตัวแบบคนอื่น มันทำให้งานยุ่งยากเสียเวลามากขึ้นอีก

ยังโชคดีที่รู้เร็ว ไม่งั้นอาจตกที่นั่งลำบากมากเอาได้

อย่าลืมเหมือนผมนะครับ ก่อนจะเริ่มงานแต่ละงาน ต้องดูค่าต่างๆ ที่เราตั้งเอาไว้ให้ดีก่อน ไม่งั้นอาจเสียงานและเสียชื่อได้

จำได้ว่า Joe McNally ไม่ก็ Chase Jarvis เคยเขียนเอาไว้ใน Blog ของเขาว่า ตอนเช้าของทุกวันที่เค้าต้องออกไปทำงาน ก่อนออกจากบ้านเค้าจะต้องเปิดกล้องแล้วปรับค่าทุกอย่างในกล้องให้เป็น มาตรฐานเดิมเอาไว้ก่อนทุกครั้ง จะได้มั่นใจว่าพอเปิดกล้องค่าต่างๆ จะไม่ผิดพลาดไปจากที่เค้าคิด ส่วนจะไปปรับระหว่างวันนั่นก็อีกเรื่องนึง

หลังจากวันที่ถ่ายรูปนี้ ผมจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจเชียว

เหลือรูปที่จะโพสอีกสามรูป แต่ไม่เหลือเรื่องที่จะเขียนแล้วน่ะสิ

อ้อ ถ้าเป็นไปได้ ระหว่างถ่ายงานพวกนี้ ให้คนที่เค้าจะเอารูปไปใช้มานั่งดูด้วยจะเป็นการดีนะครับ

เพราะถ้ามีอะไรที่ไม่เป็นไปอย่างที่เค้าต้องการ เราจะได้แก้ไขได้ทัน ดีกว่าที่เราถ่ายไปแล้วใช้ไม่ได้ต้องเสียเวลาถ่ายใหม่ ไม่ก็สามารถเสนอแนะว่าในมุมมองหรือในฐานะช่างภาพ เราคิดว่ามันน่าจะปรับตรงนั้นตรงนี้นิดนึงน่าจะดีกว่า

ไม่แน่นะครับ เค้าอาจจะซื้อไอเดียที่เราเสนอก็ได้

นึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออกจริงๆ แล้วละสิเรา ชวนคุยดีกว่า

ช่วงปีที่ผ่านมาเป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับผม ครึ่งปีหลังนี่ผมลุ้นมากๆ งานถ่ายรูปหายไปเยอะพอสมควรเชียว โดยเฉพาะไตรมาสที่สามนี่แทบจะเรียกได้ว่าเงียบเชียว

น้องช่างภาพคนนึงที่ผมรู้จัก งานแคตตาล็อคเสื้อผ้าของร้านในสยามสแควร์นี่เค้าถ่ายหลายร้านเลย อยู่ดีๆ งานก็ลดลง แถมร้านที่เป็นประจำก็ขอต่อราคาลงครึ่งนึง เรียกได้ว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากของช่างภาพบางประเภทก็ว่าได้ เป็นเหมือนกันหรือเปล่าครับ

แต่อยู่ดีๆ พอปลายเดือนพฤศจิกามาจนถึงเดี๋ยวนี้งานวิ่งเข้ามาเยอะมากเชียว ทำเอาใจชื้นขึ้นมาพอสมควร หวังว่าผมจะสามารถทำงานให้เค้าคุ้มค่าไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจอาจจะดีขึ้น คนมั่นใจจะใช้เงินที่มีมากขึ้นมั้ง

หวังว่าคงไม่มีอะไรมาทำให้มันสะดุดลงไปอีกนะครับ

เพี้ยง!

คนเรา ขอให้มีงานทำให้เหนื่อยดีกว่าอยู่ว่างเกินไปนะครับ การที่เราเหนื่อยมันแปลว่าคนอื่นมองว่าเรามีค่าควรที่เค้าจะนึกถึง

ขอให้ทุกคนได้เหนื่อยกับงานที่รักกันไปเรื่อยๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามเถอะ

ภาพสุดท้าย

เอาข่าวมาฝากว่า วันที่ 16 มกราคมนี้มีงานบอลประเพณี จุฬาฯ&#45;ธรรมศาสตร์นะครับ ศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันของทั้งสองสถาบัน ถ้ามีเวลาว่างก็ไปดูบอลกันเด้อ ที่สนามศุภฯ นะครับ

เขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 เวลาเที่ยงคืนสิบแปดนาที</description>
      <dc:subject>Personal</dc:subject>
      <dc:date>2010-07-25T16:03:14+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>The Idol &#45; ตือ สมบัษร ถิระสาโรช</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/the_idol_-tue_sombat/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/the_idol_-tue_sombat/#When:18:54:33Z</guid>
      <description>เป็นรายการ The Idol ตอนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมมาก คุณตือ สมบัษร ถิระสาโรช ทำให้ผมต้องสร้าง &#8220;แฟ้มวิดิโอ&#8221; อันนี้เก็บเอาไว้ดูเวลาที่อาจจะรู้สึกว่างเปล่า ต้องขอขอบคุณคุณตือ และรายการ The Idol มากครับ

1/3


2/3


3/3</description>
      <dc:subject>Personal</dc:subject>
      <dc:date>2010-07-21T18:54:33+00:00</dc:date>
    </item>

    <item>
      <title>Photoshop &#45; Unknown Tricks &amp;amp; Time Savers</title>
      <link>http://asuwish.com/index.php/site/photoshop_-_unknown_tricks_time_savers/</link>
      <guid>http://asuwish.com/index.php/site/photoshop_-_unknown_tricks_time_savers/#When:17:20:31Z</guid>
      <description>เอาวิธีการใช้ Photoshop ให้ประหยัดเวลามาฝากกันครับ เข้าไปดูได้ทีนี่เลย
http://www.stumbleupon.com/su/2SpG6P/www.smashingmagazine.com/2010/01/20/obscure&#45;adobe&#45;photoshop&#45;time&#45;savers//r:f</description>
      <dc:subject>Post&#45;Processing</dc:subject>
      <dc:date>2010-07-21T17:20:31+00:00</dc:date>
    </item>

    
    </channel>
</rss>